สายตาพร่ามัว วิธีแก้ และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ

สายตาพร่ามัว วิธีแก้ และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการ

เชื่อไหมคะ…อาการสายตาพร่ามัวเป็นอาการที่ทุกคนต้องเคยประสบพบเจอ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ให้ความสำคัญ บางครั้งเราคิดว่าเป็นเพียงอาการตาเหนื่อยล้าชั่วคราว เดี๋ยวก็หายเองได้ แต่ความจริงแล้ว อาการนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพตาที่ตามมาได้ หากเกิดบ่อยขึ้น เรามาดูกันค่ะว่าสายตาพร่ามัววิธีแก้ วิธีรับมือกันมีอย่างไรบ้าง

ตาพร่ามัวตามช่วงวัย บอกอะไรเราได้บ้าง?

อย่างแรกจะพามาสำรวจก่อนค่ะ ว่าสายตาพร่าที่ว่านี้เกิดขึ้นกับเราตอนช่วงอายุไหน มีสาเหตุ รวมถึงโอกาสในการเป็นอะไรได้บ้าง

→ วัยเด็ก (1-15 ปี) หากเด็กๆมีอาการตาพร่ามัว บ่นว่ามองไม่ชัด หรือต้องขยับเข้าใกล้ทีวี จอคอมพิวเตอร์ หรือ กระดานในห้องเรียนมากขึ้น ให้คาดเดาไว้ก่อนเลย ว่ามีโอกาสสายตาสั้น หรือสายตาเอียง ซึ่งพบบ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้เวลากับหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาก

→ วัยทำงาน (16-40 ปี) คนในวัยนี้ ส่วนมากอาการตาพร่ามัวเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน อาจเกิดจากภาวะ Computer Vision Syndrome หรืออาการตาแห้ง ต้องหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ นอกจากนี้ หากใครที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำอาจพบอาการตาพร่าจากการติดเชื้อหรือการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธีได้ค่ะ

→ วัยกลางคน (41-60 ปี) เมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สายตายาวตามวัยหรือ "สายตาแก่" (Presbyopia) เริ่มเกิดขึ้น ทำให้มองระยะใกล้ไม่ชัด ที่เห็นพฤติกรรมบ่อยก็คือ ต้องยื่นหนังสือออกไปไกลๆเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น นอกจากนี้ โรคต้อกระจกเริ่มต้นก็อาจทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวในวัยนี้ 

→ วัยสูงอายุ (61 ปีขึ้นไป) ผู้สูงอายุที่มีอาการตาพร่ามัวควรได้รับการตรวจอย่างละเอียด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือภาวะจุดภาพชัดเสื่อม ซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุและอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที

ซึ่งนี้เป็นตัวอย่างอาการตาพร่าที่แบ่งตามอายุ แต่เอาเข้าจริง อาการเหล่านี้อาการก่อนช่วงอายุก็ได้ค่ะ เช่น อายุ 40 ก็สามารถเป็นต้อหิน ต้อกระจกได้ หากมีเหตุ

ประเภทของอาการตาพร่ามัวที่ควรสังเกต
มาดูกันค่ะ ว่าสายตาพร่ามัวคุณจัดอยู่ในประเภทไหน เพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

  1. พร่ามัวเฉียบพลัน vs พร่ามัวค่อยเป็นค่อยไป
    อาการตาพร่ามัวที่เกิดขึ้นทันทีทันใดเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ เช่น อาจเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงจอประสาทตา หรือความดันในลูกตาสูงเฉียบพลัน ส่วนอาการพร่ามัวที่ค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดจากต้อกระจกหรือโรคเรื้อรังต่างๆ

  2. พร่ามัวในที่มืด vs พร่ามัวในที่สว่าง บางคนอาจมองเห็นไม่ชัดเฉพาะในที่มืดหรือช่วงกลางคืน (Night Blindness) ซึ่งอาจเป็นอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม ในขณะที่บางคนอาจมีอาการตาพร่าเมื่ออยู่ในที่สว่างจ้า ซึ่งอาจเกิดจากต้อกระจกระยะเริ่มต้น

 

5 โรคทางตาที่มาพร้อมอาการตาพร่ามัว

1. ต้อกระจก (Cataract) เกิดจากโปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมและจับตัวกันเป็นก้อนขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างสมบูรณ์

อาการที่สังเกตได้:

  •       มองเห็นภาพพร่ามัวคล้ายมีฝ้าบางๆ บังอยู่ตลอดเวลา
  •       แสงไฟดูจ้าเกินจริงและมีแสงกระจายรอบวัตถุที่มีแสง (Glare)
  •       สีที่มองเห็นจะซีดจางลงหรือมีโทนเหลืองมากขึ้น

2. ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความดันในลูกตาสูงผิดปกติ ซึ่งไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เซลล์ประสาทตาค่อยๆ ตายและสูญเสียการมองเห็น

อาการที่สังเกตได้:

  •       การมองเห็นค่อยๆ แย่ลง โดยเฉพาะในส่วนของลานสายตาด้านข้าง (Peripheral vision)
  •       ในกรณีต้อหินเฉียบพลัน จะมีอาการปวดตารุนแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และเห็นวงรุ้งรอบดวงไฟ
  •       ตาแดง อาจมีอาการปวดตาเป็นพักๆ และการปรับสายตาเมื่อเข้าที่มืดทำได้ช้าลง

3. จอประสาทตาเสื่อม (Retinal Degeneration) เป็นกลุ่มโรคที่เซลล์รับแสงในจอตา (Photoreceptor cells) เสื่อมสภาพและตายลงอย่างช้าๆ ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์หรือจากอายุที่มากขึ้น

อาการที่สังเกตได้:

  •       การมองเห็นในที่มีแสงน้อยหรือเวลากลางคืนแย่ลงอย่างมาก (Night blindness)
  •       ลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ คล้ายกำลังมองผ่านท่อ (Tunnel vision)
  •       ความสามารถในการแยกแยะสีลดลง และ ไวต่อแสงเพิ่มขึ้น

4. โรคจุดภาพชัดเสื่อม (Macular Degeneration) เกิดจากการเสื่อมของจุดภาพชัด (Macula) ซึ่งเป็นส่วนกลางของจอประสาทตาที่รับผิดชอบการมองเห็นแบบละเอียด

อาการที่สังเกตได้:

  •       การมองเห็นตรงกลางของลานสายตาผิดปกติ มีจุดดำหรือพื้นที่บิดเบี้ยว
  •       เส้นตรงอาจปรากฏเป็นเส้นโค้งหรือคดเคี้ยว สีซีดจางลง
  •       ความยากลำบากในการอ่านหนังสือ จดจำใบหน้า หรือดูรายละเอียดของวัตถุ
  •       การมองเห็นในระยะไกลอาจยังปกติ

5. จอประสาทตาฉีกขาด (Retinal Detachment) เกิดจากจอประสาทตาหลุดลอกหรือฉีกขาดจากชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยง ทำให้ขาดเลือดและออกซิเจน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุ

อาการที่สังเกตได้:

  •       เห็นจุดดำหรือเส้นดำลอยไปมาในลานสายตา (Floaters) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  •       เห็นแสงวาบ (Flashes) เหมือนฟ้าแลบในตา
  •       มีเงาดำหรือม่านบังคล้ายผ้าม่านค่อยๆ ปิดลงมาจากด้านบนของลานสายตา

 

วิธีดูแลเบื้องต้นและเมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ถ้าหากนับชั่วโมงการทำงาน ดวงตาของเราจัดได้ว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักทุกวัน บางคนได้นอนหลับพักสายตา 5-6 ชั่วโมงเองด้วยซ้ำ สายตาพร่ามัว วิธีแก้ไม่ยากเลย สามารถเริ่มต้นง่ายๆได้ทันที ถ้าอย่างนั้นอยากชวนทุกคนมาดูแล ถนอมสายตาง่ายๆระหว่างวันกันค่ะ ด้วยเทคนิค "20-20-20"เมื่อต้องจ้องหน้าจอนานๆ นั่นคือ ทุก 20 นาที ให้เงยหน้าขึ้นมองไกลๆ ออกไปประมาณ 20 ฟุต สัก 20 วินาที แค่นี้ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้พักแล้วล่ะค่ะ 

หากรู้สึกตาแห้งหรือแสบตาเมื่อไหร่ แนะนำว่าให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดสักหยดสองหยดจะช่วยได้มาก (ห้ามเป็นน้ำเปล่านะคะ เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรปนเปื้อนบ้าง) อย่าลืมสวมแว่นกันแดดดีๆ ที่กันรังสี UV เมื่อออกแดด และเรื่องอาหารก็สำคัญไม่แพ้กัน ผักใบเขียว ปลาทะเล และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ จะมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาโดยตรง

แต่ถ้ามีสัญญาณอันตรายบางอย่าง คุณควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เช่น สายตาพร่ามัวแบบปุ๊บปั๊บ หรือ ตาพร่ามาเป็นเวลานาน ทั้งทีพักสายตาแล้วก็ไม่หาย  หรือ เห็นแสงวาบๆ หรือจุดดำลอยๆ ในตา อย่ารีรออย่าเด็ดขาด
สามารถมาพบจักษุแพทย์ได้ที่ LASIK SUPER Center เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาและเทคโนโลยีครบทุกระดับ รักษาปัญหาสายตาได้หลากหลาย ทั้งสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และภาวะสายตาพร่ามัว ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย 

เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความแม่นยำ และผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดก่อนแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ให้บริการตามนี้: โรงพยาบาลพญาไท 3, โรงพยาบาลกรุงเทพ–พัทยา, โรงพยาบาลวิภาวดี แอดไลน์เพื่อปรึกษาและสอบถามได้ที่ @bangkok-lasik โทร: 02-467-1111 ต่อ 1438 หรือ 080-798-2020